
เรื่องที่ต้องรู้ ! ในกรณีที่ใบขับขี่หมดอายุช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์ต้องทำอย่างไร ?

จะทำอย่างไรดีนะ ? หากใบขับขี่ไปหมดอายุในช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์ ซึ่งอาจจะเป็นช่วงหยุดยาว ที่กรมการขนส่งทางบกปิดทำการแบบพอดิบพอดี ทำให้ไม่สามารถต่ออายุใบขับขี่ในช่วงเวลานั้น ๆ ได้ แน่นอนว่าการขับขี่โดยที่ “ใบขับขี่หมดอายุ” มีความผิดตามกฎหมาย หากถูกเรียกตรวจก็จะมีโทษปรับในทันที หากไม่อยากต้องมีปัญหายุ่งยากกับโทษปรับ เรามี 4 เรื่องที่คุณควรต้องรู้ พร้อมแนะนำแนวทางการจัดการปัญหาข้างต้นที่ถูกต้อง ไปชมกันเลยว่าจะมีวิธีการอย่างไร
1. ตรวจสอบระยะเวลา ที่สามารถต่ออายุใบขับขี่ได้ล่วงหน้า
ถ้าไม่อยากให้ใบขับขี่ต้องหมดอายุ ในช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์ หรือ ตรงกับในช่วงวันหยุดของกรมการขนส่ง แก้ไขได้ง่าย ๆ ที่ต้นเหตุ คือการไม่ปล่อยให้ใบขับขี่หมดอายุนั่นเอง เพราะตั้งแต่วันที่เราทำใบขับขี่เรียบร้อยแล้ว ที่ตัวบัตรจะมี วันออกบัตร และ วันหมดอายุ แสดงอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นใบขับขี่แบบ 2 ปี หรือ 5 ปี ก็ตาม การที่เรามีระยะเวลาเตรียมตัวแรมปีเช่นนี้ การจะรอให้บัตรหมดอายุแล้วค่อยไปต่อ จะอ้างว่าตรงกับวันหยุดพอดีก็คงไม่ใช่เรื่องที่ฟังขึ้นสักเท่าไหร่
ซึ่งการต่ออายุใบขับขี่ สามารถดำเนินการล่วงหน้าได้ถึง 6 เดือนเลยทีเดียว ก่อนจะถึงวันที่บัตรหมดอายุ แถมทุกวันนี้ยังมีระบบที่ช่วยอำนวยความสะดวกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบการอบรมต่อใบขับขี่ออนไลน์ ไปจนถึงการจองคิวออนไลน์ สะดวกสบายกว่าขั้นตอนเมื่อก่อนตั้งเยอะ เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้ถึงวันที่ใบขับขี่หมดอายุ เมื่อใบขับขี่ใกล้หมดอายุภายในระยะเวลา 6 เดือนที่เรากล่าวไป ถ้ามีเวลาว่างเมื่อไหร่สามารถดำเนินการได้เลย

2. จองคิวออนไลน์ผ่านระบบ DLT Smart Queue
ลืมภาพจำเก่า ๆ ของการต่ออายุใบขับขี่ไปได้เลย ที่คุณจะต้องแหกขี้หูขี้ตาตั้งแต่เช้ามืด เพื่อไปต่อที่กรมการขนส่งทางบก เพราะกลัวว่าถ้าไปในช่วงเวลาธรรมดาแล้วคิวจะยาว จนต้องใช้เวลาทั้งวันไปกับการนั่งรอคิว เพราะในทุกวันนี้กรมการขนส่งทางบก ได้พัฒนารูปแบบการบริการให้ สะดวกสบาย และ ทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะระบบการ “จองคิวออนไลน์” ด้วย DLT Smart Queue
DLT Smart Queue เป็นระบบที่พัฒนาโดยกรมการขนส่งทางบก ซึ่งเปิดให้คุณจองคิวกับกรมการขนส่งที่สะดวกที่สุด สามารถเลือกวันและเวลาที่ต้องการได้ตามต้องการ เมื่อถึงวันที่นัดหมายเอาไว้ ก็เพียงเตรียมตัว กับ เตรียมเอกสารต่าง ๆ ที่จำเป็นไปที่กรมการขนส่งที่เลือกเอาไว้ ให้ตรงกับเวลาที่จองคิวเอาไว้ เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องนั่งรอคิวนาน ๆ เพื่อต่ออายุใบขับขี่อีกต่อไป และไม่ใช่แค่ต่ออายุใบขับขี่เท่านั้น ยังจองคิวดำเนินการเรื่องอื่น ๆ ได้อีกด้วย
3. เตรียมเอกสารที่จำเป็นเอาไว้ให้พร้อมมากที่สุด
ถึงจะมีทั้งระบบ DLT Smart Queue สำหรับการจองคิวออนไลน์ และ ระบบ DLT e-Learning เพื่ออบรมออนไลน์ ซึ่งช่วยลดความซับซ้อนยุ่งยากของการต่ออายุใบขับขี่ไปได้เยอะเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีสิ่งที่ควรต้องเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อให้การต่ออายุใบขับขี่นั้นเป็นไปอย่างราบรื่น และที่สำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องของ “เอกสาร” ที่จำเป็นต้องใช้นั่นเอง
ซึ่งเอกสารที่ใช้ก็ไม่ได้เป็นอะไรที่ยุ่งยาก ใช้เพียง ใบขับขี่เดิม , บัตรประชาชนตัวจริง และ ใบรับรองแพทย์ เพียง 3 อย่างเท่านั้นเอง โดยเอกสารที่มักจะมีปัญหาก็จะเป็นในส่วนของ “ใบรับรองแพทย์” เพราะยังมีหลายคนที่เข้าใจผิด ๆ กับเอกสารนี้อยู่เล็กน้อย เงื่อนไขของใบรับรองแพทย์ที่ใช้ต่ออายุใบขับขี่ จะต้องเป็นใบรับรองแพทย์ที่ออกมาแล้วไม่เกินกว่า 1 เดือน นับวันออกใบรับรองแพทย์ มาจนถึงวันที่ต่ออายุใบขับขี่ และจะต้องเป็นใบรับรองแพทย์ที่ออกโดย สถานพยาบาลที่แพทยสภาให้การรับรองเท่านั้น
4. หลีกเลี่ยงการขับขี่ในช่วงที่ใบขับขี่หมดอายุ
สุดท้ายเพื่อเป็นการเน้นย้ำอีกครั้ง ว่าไม่ควรปล่อยให้ใบขับขี่รถยนต์ “หมดอายุ” เราจึงนำเอาโทษที่จะเกิดขึ้น หากถูกตรวจพบว่าฝืนขับขี่ทั้ง ๆ ใบอนุญาตขับขี่หมดอายุ โดยในปี 2568 จะมีอัตราโทษปรับอยู่ที่ไม่เกิน 2,000 เพราะฉะนั้นถ้าละเลยไปแล้วจริง ๆ จนปล่อยให้ใบขับขี่หมดอายุ ก็ควรต้องหลีกเลี่ยงการขับขี่รถยนต์ไปก่อนในช่วงเวลานั้น จนกว่าจะต่ออายุใบขับขี่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ค่อยกลับมาขับขี่ได้ใหม่ตามปกติ
และนอกจากเรื่องของโทษปรับแล้ว การปล่อยให้ใบขับขี่หมดอายุ ยังส่งผลเสียอีกหลายต่อหลายอย่าง ยิ่งเป็นการปล่อยจนหมดอายุเป็นระยะเวลานาน ๆ โดยไม่รีบดำเนินการต่ออายุให้เรียบร้อย ยกตัวอย่างเช่น หากปล่อยให้หมดอายุเกินกว่า 1 ปี แต่ยังไม่ถึง 3 ปี จะต้องสอบข้อเขียนใหม่ แต่ถ้าเกินกว่า 3 ปี ไปแล้ว จะต้องสอบทั้งข้อเขียน อบรม และ สอบปฏิบัติ ใหม่ทั้งหมด เหมือนกับทำใบขับขี่ใหม่กันเลยทีเดียว
บทส่งท้าย
เห็นแล้วใช่ไหมว่า การปล่อยให้ใบขับขี่หมดอายุ มีแต่เรื่องยุ่งยากที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นควรต่ออายุใบขับขี่ให้เรียบร้อยตั้งแต่เนิ่น ๆ อย่าปล่อยให้ต้องถึงวันที่หมดอายุแล้วค่อยไปต่อ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจจะไปตรงกับวันหยุดนักขัตฤกษ์อย่างที่เรากล่าวไปข้างต้น สุดท้ายนี้ถ้ามีใบขับขี่แล้ว มีรถแล้ว ว่าแต่มี “ประกันภัยรถยนต์” แล้วหรือยัง ? ถ้ายังไม่มี SILKSPAN พร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษให้กับคุณ เปรียบเทียบเบี้ยประกันได้ ได้รับส่วนลดมากกว่า 30% จากเบี้ยประกัน พร้อมด้วยบริการสุดพิเศษอีกมากมาย หากสนใจ เพียงกรอกข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้านล่างนี้เท่านั้น !