
เที่ยวต่างประเทศ ควรใช้บัตรอะไรดี ระหว่าง บัตรเครดิต VS บัตร Travel Card

ปฏิเสธไม่ได้เลยจริง ๆ ว่าการมีบัตรเครดิตนั้น อำนวยความสะดวกกับการดำเนินชีวิตได้มากจริง ๆ ไม่จำเป็นต้องพกเงินสดไปไหนมาไหน การใช้จ่ายก็ทำได้สะดวก สามารถใช้การรูดก่อนจ่ายทีหลัง ยังไม่รวมกับสิทธิพิเศษของบัตรที่มีอีกมากมาย และยังเป็นตัวเลือกแรก ๆ ของการนำไปใช้จ่ายในต่างประเทศได้อีกด้วย บทความนี้เราจะพาทุกคนมาหาคำตอบ ว่าถ้าต้องการเดินทางไปท่องเที่ยวที่ต่างประเทศ ควรนำบัตรเครดิตไปเที่ยวต่างประเทศ หรือ ควรเลือกใช้เป็น บัตร Travel Card กันดีนะ ?
เลือกอย่างไรดี ? บัตรเครดิต หรือ บัตร Travel Card เมื่อต้องเที่ยวต่างประเทศ
การจะตัดสินใจเลือกอะไรสักอย่าง ถ้าจะให้ดีก็ต้องทำความรู้จักกับทั้ง 2 อย่างให้มากที่สุด สำหรับผู้ที่กำลังลังเลอยู่ว่า ควรเลือก บัตรเครดิต หรือ Travel Card เพื่อนำไปใช้สำหรับการเดินทางต่างประเทศ แทนที่การใช้เงินสดแบบเก่า เนื่องจากมีขั้นตอนการแลกเงินที่บางที่อาจจะยุ่งยาก แถมทุกวันนี้โลกก็เริ่มเข้าใกล้ยุคสมัยของ “สังคมไร้เงินสด” เข้าไปแล้วทุกที ในส่วนนี้เรายังไม่ขอตัดสินว่าอะไรจะดีกว่ากัน เริ่มต้นกันด้วยทำความรู้จักกับบัตรทั้งสองประเภทกันก่อนจะดีกว่า
-
บัตร Credit Card
เริ่มกันด้วย “บัตรเครดิต” เชื่อกันว่าทุกคนย่อมรู้จักกับบัตรประเภทนี้กันอยู่แล้ว โดยบัตรเครดิตเป็นบัตรที่ถูกออกมาเอาไว้ใช้แทนเงินสด ซึ่งจะมีวงเงินสำหรับการใช้จ่ายไปก่อน แล้วค่อยมาชำระคืนทีหลัง วงเงินที่ได้รับก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละคน และบัตรก็มีให้เลือกหลายประเภท หากเป็นบัตรเครดิตเที่ยวต่างประเทศ ก็จะสามารถใช้งานได้จากร้านค้าที่รองรับจากทั่วทุกมุมโลก พร้อมได้รับสิทธิพิเศษดี ๆ อีกมากมาย
-
บัตร Travel Card
ส่วน Travel Card จะคล้าย ๆ กับ “บัตรเดบิต” ถ้าเปรียบเทียบให้นึกภาพออกง่าย ๆ แต่อาจไม่เหมือนกันทั้งหมด ต้องมีการเติมเงินเข้าไปในบัตรเสียก่อน ถึงจะสามารถนำไปใช้รูดซื้อสินค้าต่าง ๆ ได้ หรือ กดเป็นเงินสดออกมาใช้จ่าย เท่าที่เติมเงินเข้าไปในบัตร ไม่ได้มีวงเงินเปิดให้ใช้งานก่อนเหมือนกับบัตรเครดิต จุดเด่นของบัตรประเภทนี้ คือการที่สามารถแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศได้เลย โดยไม่มีความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงิน

เปรียบเทียบแบบช็อตต่อช็อต ความต่างของ บัตร Credit Card VS บัตร Travel Card
เมื่อได้เข้าใจถึงรูปแบบการใช้งานเบื้องต้นของบัตรทั้งสองประเภทไปแล้ว ในหัวข้อนี้เราจะมาเจาะลึกให้มากขึ้น ถึงจุดเด่นด้านการใช้งานจริง โดยจะมีการเปรียบเทียบเลยว่า ระหว่างการใช้บัตรเครดิตใช้ต่างประเทศ กับ การใช้บัตร ravel Card ในแต่ละรูปแบบการใช้งาน บัตรแต่ละประเภทมีจุดเด่นอย่างไร เพราะเราคงไม่สามารถบอกได้ว่า “บัตรนี้ดีที่สุด” เนื่องจากคำว่าดีที่สุดของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน
-
รูปแบบการทำงานของบัตร
- Credit Card : มีวงเงินที่เปิดเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว มาในรูปแบบของการ ใช้ก่อน จ่ายคืนทีหลัง
- Travel Card : ต้องเติมเงินเข้าไปในบัตรเสียก่อน แล้วค่อยใช้จ่ายได้
-
วงเงินภายในบัตร
- Credit Card : เป็นไปตามวงเงินที่ได้รับจากสถาบันทางการเงินที่ออกบัตรเครดิตให้
- Travel Card : ไม่มีวงเงินให้ จำนวนเงินที่ใช้ได้ จะเป็นไปตามเงินที่เติมเข้าไปในบัตร
-
ความเสี่ยงการแปลงสกุลเงิน
- Credit Card : มีค่าธรรมเนียมจากอัตราความเสี่ยงอยู่ที่ประมาณ 2.5%
- Travel Card : ไม่มีอัตราความเสี่ยงในการแลกเปลี่ยน สามารถแลกเปลี่ยนล่วงหน้าได้
-
ความยากง่ายของการออกบัตร
- Credit Card : การสมัครมีเงื่อนไขหลาย ๆ ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีบัตรเครดิตเป็นของตัวเองได้
- Travel Card : สมัครง่ายมาก ไม่ต้องมีเครดิต เปิดได้ทุกเมื่อที่ต้องการ
-
การกดเงินสดในต่างประเทศ
- Credit Card : ค่าธรรมเนียมสูง ไม่แนะนำให้ใช้เพื่อกดเงินสดในต่างประเทศ
- Travel Card : ค่าธรรมเนียมต่ำกว่า กดเงินเป็นสกุลเงินท้องถิ่นได้ทันที
-
การใช้งานภายในประเทศไทย
- Credit Card : ใช้งานได้ปกติอย่างสะดวกสบาย ไม่ว่าจะในประเทศ หรือ ต่างประเทศ
- Travel Card : ใช้ได้เฉพาะในการเดินทางต่างประเทศ บางบัตรก็ใช้ได้ แต่ก็ไม่ค่อยสะดวก
-
สิทธิประโยชน์ที่ได้จากบัตร
- Credit Card : มีสิทธิประโยชน์หลายอย่าง เช่น การสะสมแต้ม , ส่วนลดพิเศษสำหรับบัตรเครดิตบางใบ หรือ ได้รับการคุ้มครองจากประกันภัย เป็นต้น
- Travel Card : แทบจะไม่มีสิทธิประโยชน์จากการใช้บัตร ถึงจะมีบ้างแต่ก็ค่อนข้างน้อย
บทส่งท้าย
สุดท้ายนี้เมื่อได้เปรียบเทียบในหลาย ๆ ส่วนแล้ว จะเห็นได้ว่า บัตรเครดิต และ บัตร Travel Card ต่างก็มี “จุดเด่น” และ “จุดด้อย” ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ที่สำคัญที่สุดก็น่าจะเป็นเรื่องของการออกบัตร เพราะบางคนก็ไม่สามารถออกบัตรเครดิตได้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้บัตร Travel Card ไปก่อน เพื่อนำไปใช้จ่ายในระหว่างการเที่ยวต่างประเทศ
หรือถ้าอยากจะได้รับเฉพาะจุดเด่นของบัตรแต่ละประเภท ก็ไม่จำเป็นต้องเลือกใช้ระหว่างบัตรใดบัตรหนึ่ง ใช้พร้อม ๆ กันไปเลยทั้งสองประเภทก็ได้เช่นเดียวกัน นับว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงด้านการเงิน เผื่อในพื้นที่ซึ่งเราไปเที่ยวบัตรประเภทหนึ่งใช้ไม่ได้ ก็จะได้นำบัตรอีกแบบหนึ่งมาใช้แทน และเงินสดก็ยังมีความจำเป็นอยู่เช่นกัน เผื่อในกรณีที่ฉุกเฉิน เพราะฉะนั้นพกติดตัวเอาไว้สักหน่อยจะดีที่สุด